ประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เกี่ยวกับสถานการณ์ประท้วงในซูดาน ซึ่งเป็นผลจากการรัฐประหาร เมื่อวันที่ 25 ต.ค.ที่ผ่านมา ว่าชาวซูดาน “ต้องได้รับอนุญาต” ให้จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติ ที่รวมถึงการประท้วง และคณะรัฐประหารต้องคืนอำนาจให้แก่รัฐบาลพลเรือนโดยเร็วที่สุด

ไบเดนกล่าวต่อไปว่า ความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหม่ในซูดาน “เป็นการก้าวถอยหลัง” อย่างไรก็ตาม รัฐบาลวอชิงตันจะยืนหยัดเคียงข้างชาวซูดาน ซึ่งต้องการต่อสู้อย่างสันติต่อไป ทั้งนี้ เพียงไม่นานหลังเกิดการยึดอำนาจในซูดาน ทำเนียบขาวระงับการให้คณะรัฐประหารเข้าถึงกองทุนช่วยเหลือมูลค่า 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23,219 ล้านบาท) ที่เป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลวอชิงตัน กับรัฐบาลเปลี่ยนผ่านของซูดาน ซึ่งขึ้นสู่อำนาจหลังการรัฐประหาร เมื่อปี 2562

ด้าน พล.อ.อับเดล ฟัตตาห์ อัล-บูร์ฮาน ผู้บัญชาการกองทัพซูดาน ซึ่งเป็นผู้ทำการรัฐประหารครั้งนี้ และการโค่นอำนาจประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาเชียร์ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ยืนกราน “ความจำเป็น” ของการยึดอำนาจ เพื่อยับยั้งการเกิดสงครามกลางเมือง และกล่าวว่า กำลังมีการเจรจากับหลายฝ่าย รวมถึงนายอับดัลลา ฮัมด็อก อดีตนายกรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลเปลี่ยนผ่านหลังยุคบาเชียร์ เพื่อเร่งจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลชุดใหม่ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ฮัมด็อกจะกลับมาทำหน้าที่หรือไม่

ขณะที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) มีมติเรียกร้องให้คณะรัฐประหารซูดาน “ใช้ความอดกลั้น” หลังมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการประท้วงเพิ่มเป็นอย่างน้อย 11 ราย มีผู้ถูกจับกุมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ พล.อ.บูร์ฮาน สั่งปลดเอกอัครราชทูตซูดานอย่างน้อย 6 คน รวมถึงเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐและฝรั่งเศส ซึ่งแสดงจุดยืนต่อต้านกองทัพ